กฎหมายว่าด้วย “การหย่า” ในประเทศไทย

by admin on August 1, 2012

การหย่าตามกฎหมายในประเทศไทย

การหย่าตามกฎหมายนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. การหย่าโดยความยินยอม หรือการตกลงหย่าระหว่างคู่สามี ภรรยา
  2. การหย่าโดยคำพิพากษ หรือการฟ้องหย่า

ซึ่งการหย่าแต่ละกรณี ก็จะมีรายละเอียดและวิธีดำเนินการที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ

การหย่าโดยความยินยอม

หมายถึง การที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างตกลงยินยอมที่จะทำการหย่ากันอย่างเต็มใจ กฎหมายกำหนดให้ทำหนังสือบันทึกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องไว้ เช่น ข้อตกลงเรื่องสินสมรส, ข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตร, เรื่องค่าเลี้ยงดู เป็นต้น โดยในหนังสือสัญญา หรือบันทึกข้อตกลงต้องมีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือนั้น อย่างน้อง 2 คนตามแบบที่กฎหมายกำหนด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514) และการที่จะทำให้การหย่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหลังจากที่ตกลงเรื่องการหย่าได้แล้ว คู่สมรสที่จะทำการหย่าต้องไป “จดทะเบียนหย่า” ที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้การหย่ามีผลทางทะเบียนตามกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515) การจดทะเบียนหย่านี้คู่สมรสสามารถทำการจดที่สำนักงานเขตใดก็ได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปจดที่สำนักงานเขตเดียวกับที่ได้จดทะเบียนสมรสไว้

จะเห็นได้ว่าการหย่าโดยความยินยอม คล้ายกับการตกลงทำสัญญากันไม่ได้มีของกฎหมายยุ่งยาก คู่สมรสสามารถดำเนินการได้เองโดยง่าย จะต่างจากการหย่าโดยอาศัยคำพิพากษาของศาล ซึ่งหมายถึงการดำเนินคดีฟ้องหย่าที่จะต้องดำเนินการทางศาล มีความยุ่งยากซับซ้อนมากมายจำเป็นต้องอาศัยทนายความที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

การหย่าโดยคำพิพากษา

การหย่าโดยคำพิพากษา หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อของ “การฟ้องหย่า” คือกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถตกลงสิ้นสุดการสมรสกันได้เอง อาจจะด้วยเหตุที่อีกฝ่ายไม่ยินดีที่จะหย่า, เหตุผลทางการเงิน, ผลประโยชน์หลังการหย่าที่ยังตกลงกันไม่ได้ เป็นต้น ส่งผลให้ฝ่ายที่ต้องการหย่า จำเป็นต้องดำเนินคดีเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่ากันตามกฎหมาย

ขั้นตอน วิธีดำเนินการฟ้องหย่าก็จะคล้ายกับการดำเนินการฟ้องคดีแพ่งอื่นๆ แต่จะมีส่วนที่แตกต่างซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการฟ้องหย่าก็ว่าได้ นั้นคือ “การพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมาย”

หากเราต้องการที่จะฟ้องหย่า ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องมีเหตุการณ์ที่ถือเป็น เหตุหย่าตามกฎหมาย เสียก่อน โดยเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ถือเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ถูกบัญญัติไว้ชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ความว่า

“เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1)      สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(2)      สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

(ก)    ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

(ข)    ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ

(ค)    ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ

อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(3)     สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างการหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4)     สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

 (4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือนร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

เมื่อพิจารณาจากเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายแล้ว เราอาจแบ่งประเภทของเหตุฟ้องหย่าได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้

- พฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันท์สามี ภรรยา ประกอบด้วยความในอนุมาตรา (1), (3), (4), (4/2) และ (6)

- การประพฤติชั่ว ทั้งที่ผิดกฎหมาย และเป็นที่ตำหนิของสังคม นำมาซึ่งความอับอายต่อคนในครอบครัว ประกอบด้วยความในอนุมาตรา (2) และ(8)

- สาบสูญ อนุมาตรา(5)

- ความผิดปรกติทางการ หรือจิตใจที่เกิดจากความเจ็บป่วยซึ่งมีผลต่อการอยู่ร่วมกันฉันท์สามี ภรรยาประกอบด้วยความในอนุมาตรา (7), (9) และ(10)

ในการพิจารณาว่าเหตุที่เราจะใช้อ้างเพื่อฟ้องหย่าคู่สมรสของเราเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่นั้น ในเบื้องต้นเราอาจพิจารณาเองก่อนคราวๆ แต่ในการยื่นฟ้องเราจำเป็นต้องปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้ทนายความปรับข้อเท็จจริงของเราเข้ากับข้อกฎหมาย และทำการร่างคำฟ้อง กำหนดแนวทางการดำเนินคดีต่อไป

เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีและศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ฝ่ายที่เป็นผู้ฟ้องคดี หรือ โจทก์ต้องทำการเตรียมพยาน หลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามเหตุหย่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

- ในกรณีแรก หากไม่มีการโต้แย้งคัดค้านคำฟ้องจากฝ่ายผู้ถูกฟ้อง หรือ จำเลย (ไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้อง) ศาลจะพิจารณาคดีฝ่ายเดียว คือ โจทก์ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเหตุหย่าที่กฎหมายกำหนด และถ้าศาลเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมายแล้ว ศาลก็จะพิพากษาให้หย่า แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ตามเหตุของกฎหมาย ศาลก็จะยกคำฟ้อง หรือไม่อนุญาตให้หย่านั้นเอง

- ในกรณีที่มีการโต้แย้งคัดค้าน โดยจำเลยก็จะทำการ “ยื่นคำให้การแก้ฟ้อง” และแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนเพื่อหักล้างน้ำหนักพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์เสนอต่อศาล หากพยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือมากกว่า ศาลก็ย่อมตัดสินไปตามน้ำหนักของพยานหลักฐานนั้น

ในขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ทั้งในเชิงข้อกฎหมายและเชิงการวางแนวทางการนำสืบให้รอบคอบรัดกุมเพื่อใช้พยานหลักฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และเพื่อให้ศาลเชื่อในพยานหลักฐานดังกล่าว

หลังจากการดำเนินคดีในชั้นศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ทำการหย่า ฝ่ายโจทก์จะต้องนำคำพิพากษานั้นไปแสดงต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานเขต (หรือที่ว่าการอำเภอ) เพื่อจดทะเบียนหย่าตามแบบของกฎหมาย เนื่องจากการหย่าจะมีผลตามกฎหมายต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแล้วเท่านั้น

 

การตกลงเรื่องสินสมรส

การจัดการทรัพย์สินระหว่างสามี ภรรยา หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “สินสมรส” กฎหมายบัญญัติไว้อย่างละเอียดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1465 – 1493 โดยหลักแล้วทรัพย์สินระหว่างสามี ภรรยาที่ได้มาในระหว่างที่การสมรสยังคงมีผลจะตกเป็นสินสมรสทั้งสิ้น เว้นแต่ได้มีการกำหนดไว้เป็นพิเศษตามเงื่อนไขของกฎหมาย ส่งผลให้เมื่อมีการสิ้นสุดการสมรสจึงต้องมีการตกลงแบ่งส่วน หรือจัดการทรัพย์สินดังกล่าวตามกฎหมาย หรือตามข้อตกลง

หากเป็นการหย่าโดยความยินยอม คู่สมรสมักมีการตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินไว้แล้วตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนหย่า การจัดการทรัพย์สินจึงไม่ใช่ปัญหาที่ตามมาหลังการหย่า แต่ในกรณีการหย่าโดยคำพิพากษา การจัดการทรัพย์สินมักเป็นปัญหาทั้งในขณะดำเนินคดีหย่าและสืบเนื่องมาจากการหย่า หากคู่สมรสมีสินสมรสที่จะต้องจัดการ คู่กรณีสามารถฟ้องเรื่องการแบ่งสินสมรสรวมไปในคำฟ้องคดีหย่าได้ด้วย ศาลจะพิจารณาทั้งสองประเด็นในคดีเดียวกัน แต่หากไม่ได้ฟ้องเรื่องการจัดการสินสมรสรวมไปในคดีหย่าด้วยแล้ว คู่กรณีก็จะต้องฟ้องเรื่องการจัดการสินสมรสแยกออกมาอีกคดีหนึ่ง

เหตุที่การจัดการเรื่องสินสมรสในกรณีการหย่าโดยคำพิพากษามีความยุ่งยากกว่าในกรณีการหย่าโดยความยินยอม นั้นก็เป็นเพราะเมื่อคู่กรณีไม่ได่เต็มใจที่จะหย่า ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการตกลงในเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับการหย่าก็มักเป็นไปได้ยากเช่นกัน

แต่หากคู่สมรสนั้นได้เคยทำ “สัญญาก่อนสมรส” ที่มีข้อตกลงเรื่องสิทธิหน้าที่ระหว่างกันเอาไว้ หากสัญญาดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว สิทธิหน้าที่ระหว่างกันภายหลังการหย่าก็ย่อมบังคับตามสัญญาก่อนสมรสได้

 

การตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตร

“มาตรา ๑๕๒๐ ในกรณีหย่าโดยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ให้ศาลซึ่งพิจารณาคดีฟ้องหย่านั้นชี้ขาดด้วยว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ในการพิจารณาชี้ขาดถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสนั้นได้ตามมาตรา ๑๕๘๒ ศาลจะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสและสั่งให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ปกครองก็ได้ ทั้งนี้ ให้ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรนั้นเป็นสำคัญ

จากบทบัญญัติของกฎหมายจะเห็นได้ว่า เรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรนั้น กฎหมายต้องการให้คู่สมรสตกลงกันด้วยความสมัครใจเสียก่อน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ให้ศาลซึ่งเป็นคนกลางตัดสิน โดยยึดประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก

เมื่อการหย่าโดยคำพิพากษามีเหตุมาจากการที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงสิ้นสุดการสมรสได้โดยสมัครใจ ย่อมนำมาซึ่งปัญหาการตกลงในเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องภายหลังการหย่า เรื่องการแย่งอำนาจปกครองบุตรก็เป็นอีกปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาให้หย่า คู่กรณีมักไม่ยอมตกลงกันในเรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดข้อพิพาทที่จะต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินอยู่เสมอ

 

การตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู

มาตรา ๑๕๙๘/๓๘ ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี”

กรณีที่มีการหย่าการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามี ภรรยา หรือระหว่างบิดา มารดากับบุตรก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่จะตามมา หากเป็นการหย่าโดยความยินยอมคู่สมรสที่ตกลงหย่ากัน มักจะทำการตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งระหว่างคู่สมรสเองและบุตรไว้ด้วย

แต่ในกรณีการหย่าโดยคำพิพาษาเมื่อการหย่าเริ่มต้นมาจากความไม่สมัครใจ เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูก็ย่อมมีปัญหาไม่สามารถตกลงกันได้ กฎหมายได้กำหนดเรื่องสิทธิในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ว่า หากไม่สามารถตกลงกัน ให้ฝ่ายที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเรียกร้องจากอีกฝ่ายได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถเรียกได้ตามที่ต้องการ เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับแล้วแต่กรณีไป

รวมไปถึงค่าเล่าเรียนของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกฎหมายได้กำหนดไว้เพื่อคุ้มครองประโยชน์เป็นพิเศษ ในประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์ มาตรา 1598/40 ความว่า “…ในกรณีขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เมื่อมีเหตุพิเศษและศาลเห็นเป็นการสมควรเพื่อประโยชน์แก่บุตร จะกำหนดให้บุตรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยประการใด ๆ นอกจากที่คู่กรณีตกลงกัน หรือนอกจากที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอก็ได้ เช่นให้ไปอยู่ในสถานการศึกษาหรือวิชาชีพ โดยให้ผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูออกค่าใช้จ่ายในการนี้”

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของบุตรด้วยเช่นกัน

สิทธิในการได้รับอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายนี้ ไม่สามารถจะสละหรือโอนแก่กันได้ ดังนั้นหากมีการตกลงไว้ตั้งแต่ก่อนทำการหย่าในทำนองที่ว่าจะสละสิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่อาจบังคับแก่กันได้

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Previous post:

Next post: